เกษตรนครสวรรค์ชูโมเดลความสำเร็จ “แปลงใหญ่หน่อไม้ฝรั่ง” ตากฟ้า คุณภาพมาตรฐานส่งออกไต้หวัน พร้อมต่อยอดเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยนางบุหงา เขียวขำ เกษตรอำเภอตาคลี ร่วมกับนางภัทรภร บุญอาบ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด นางสาวปาริชาติ พงค์พันเทา พาณิชย์จังหวัด และนางสาวศิริพร วัฒนสุวกุล ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดนครสวรรค์พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่หน่อไม้ฝรั่ง ตำบลพุนกยูง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่หน่อไม้ฝรั่งแห่งนี้ ถือเป็นโมเดลความสำเร็จในการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การนำของ คุณนุชนารถ (พี่กบ) ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ ซึ่งบริหารจัดการสมาชิกกว่า 42 ราย อย่างเป็นระบบ โดยจุดเด่นของกลุ่มคือกระบวนการคัดเกรดหน่อไม้ฝรั่งที่ได้คุณภาพมาตรฐาน จนสามารถส่งออกผ่านบริษัทผู้รับซื้งไปยังประเทศไต้หวันได้สำเร็จ

ต้นทุนเริ่มแรก พี่กบระบุว่าสำหรับเกษตรกรเองนั้นไม่มาก หากเกษตรกรมีบ่อน้ำเตรียมไว้อยู่แล้ว เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการการดูแลเรื่องน้ำเป็นพิเศษ การดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่งต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนด้านการป้องกันโรค โดยเฉพาะเชื้อราในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่ฟ้าปิด ซึ่งเกษตรกรต้องรีบฉีดยาป้องกันหรือใช้ชีวภัณฑ์อย่างไตรโคเดอร์มาเข้ามาช่วยดูแล

ต้นทุนแรงงานในการจัดการผลผลิต โดยคิดเป็นค่าจ้างรายกิโลกรัมสำหรับคนในชุมชน ต้นทุนรวมเฉพาะค่าจัดการ เมื่อรวมค่าปอกและค่าคัด (โดยคำนวณจากสัดส่วนน้ำหนักหน่อไม้ที่ต้องใช้เปลือก 6 กิโลกรัมเพื่อให้ได้เนื้อ 1 กิโลกรัม) ต้นทุนเฉพาะส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 14 บาทต่อกิโลกรัม (ยังไม่รวมค่าแรงในการเก็บเกี่ยวจากไร่) แบ่งเป็นค่าจ้างปอกเปลือก จ้างในราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม (คิดตามน้ำหนักเปลือกที่ปอกออกมา) และค่าจ้างคัดเกรด: จ้างในราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อคัดเลือกหน่อที่สวยส่งบริษัท โดยกระจายพื้นที่ปลูกคนละ 2-3 ไร่ เพื่อให้สามารถหมุนเวียนเก็บผลผลิตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งปลูก 1 ครั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 6 – 8 ปี หากจัดการแปลงปลูกเป็นอย่างดีสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 10 ปี โดยผลผลิตจะถูกคัดแยกตามคุณภาพเพื่อกำหนดราคาหน่อไม้ฝรั่งเกรด A มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 80-90 บาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศไต้หวันและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ขณะที่เกรดรองหรือ “ตกเกรด” จะจำหน่ายในราคาประมาณ 50 บาท ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้กัน สร้างรายได้ 200-2,000 บาท/ไร่/วัน แล้วแต่ช่วง

ข้อมูลที่น่าสนใจจากการทำฟาร์มครั้งนี้คือความรวดเร็วในการเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง โดยหลังการเก็บเกี่ยว หากนำโคนไปแช่น้ำไว้ หน่อไม้ฝรั่งสามารถยาวขึ้นได้ถึงชั่วโมงละ 1 เซนติเมตร เกษตรกรจึงต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการจัดการเวลาเพื่อคงมาตรฐานสินค้า นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังโรคเชื้อรา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ความชื้นสูง ซึ่งกลุ่มเลือกใช้ชีวภัณฑ์อย่างไตรโคเดอร์มาในการดูแล

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการนี้ยังมีหัวใจสำคัญคือ การจ้างงานที่ทั่วถึง พี่กบเผยว่าทางกลุ่มจ้างแรงงานชาวบ้านในหมู่บ้านให้มาช่วยคัดแยกและปอกเปลือกหน่อไม้ฝรั่ง โดยให้ค่าจ้างตามน้ำหนักกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจจะไม่สามารถทำงานประเภทอื่นได้ ทำให้ชาวบ้านมีงานทำและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มยังนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ โดยเศษเปลือกและส่วนเกินจากการตัดแต่งหน่อไม้ฝรั่งที่เคยถูกทิ้งเป็นปุ๋ย จะถูกรวบรวมส่งขายเป็น “อาหารวัวนม” ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งพบว่าช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนมในวัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะนำส่วนยอดดอกมาแปรรูปเป็น ชาไหมข้าวโพดฝักอ่อน เพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ได้กล่าวชื่นชมการบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้กลุ่มนี้เป็น ต้นแบบการปลูกพืชทางเลือกควบคู่ไปกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสำหรับเกษตรกรรายอื่นในจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการบรรจุภัณฑ์ เช่น การผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดิน รวมถึงการร่วมพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้แก่สมาชิกในอนาคต

สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ หรือต้องการเลือกซื้อหน่อไม้ฝรั่งคุณภาพจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ สามารถติดต่อได้ที่ คุณนุชนารถ (พี่กบ) โทร. 086-119-4190 โดยแนะนำให้เข้าชมในช่วงบ่าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของกระบวนการคัดแยกและบรรจุผลผลิต

Scroll to Top