เกษตรนครสวรรค์ ประสานหน่วยงานภาคี ร่วมลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าข้าวอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ สหกรณ์จังหวัด พร้อมด้วยเกษตรอำเภอและเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอชุมแสง ลงพื้นที่หารือแนวทางการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการบริหารจัดการข้าวอย่างครบวงจร กับนายนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงเรียนชาวนา ตัวแทนโรงสี และ และตัวแทนเกษตรกร อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และพร้อมผลักดันข้าวพรีเมียม ข้าวประณีต ข้าวคาร์บอนต่ำ ของนครสวรรค์สู่ตลาดโลก

โดยนายนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า มูลนิธิได้มุ่งเน้นพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้ตอบโจทย์พี่น้องชาวนครสวรรค์มาตั้งแต่ปี 2547 โดยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา สามารถพัฒนาข้าวได้มากกว่า 20 สายพันธุ์ และเปิดตัวไปแล้ว 9 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่โดดเด่นประกอบด้วย

– ช่อราตรี เป็นข้าวที่มีความนุ่มเทียบเท่าข้าวหอมปทุมแต่ต้นไม่ล้มและไม่ใช้สารเคมี

– ขาวเกยไชย เป็นพันธุ์ข้าวที่พัฒนาจากข้าวหอมมะลิร่วมกับพันธุ์ดั้งเดิม ใช้เวลาวิจัยกว่า 10 ปี เพื่อให้ทนแล้งและเหมาะกับพื้นที่ชุมแสง

– นิลสวรรค์ เป็นข้าวที่มีโภชนาการสูงกว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ และได้รับความสนใจจากตลาดระดับพรีเมียมอย่างมาก

– แก้วพิชิต เป็นข้าวเหนียวสายพันธุ์ล่าสุดที่เปิดตัวในงาน Thailand Rice Fest

ในส่วนของ ว่าที่ ร.ต.ชัยภัทร ปราบปันจา ผู้แทนสภาเกษตรกรจังหวัดนครสวรรค์ และในฐานะตัวแทนเกษตรกร ได้สรุปประเด็นปัญหาและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในที่ประชุม โดยเน้นย้ำถึงอุปสรรคสำคัญหลายประการที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนี้

1. ปัญหาด้านพันธุ์ข้าวและคุณภาพผลผลิต ความไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังปลูกข้าวที่ไม่ตรงกับความต้องการของโรงสีและตลาดส่งออก รวมถึงการแพร่ระบาดของพันธุ์ข้าวต่างด้าวซึ่งภาครัฐปล่อยปละละเลยให้พันธุ์ข้าวจากต่างประเทศ เช่น ข้าวเวียดนาม เข้ามาปลูกในไทย ซึ่งทำลายภาพลักษณ์และโครงสร้างราคาข้าวไทยในระยะยาว นอกจากนี้ การปลูกข้าวพันธุ์เบอร์ต่างๆ เพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า แม้ราคาต่อถังจะต่ำกว่า แต่เมื่อคำนวณแล้วให้รายได้รวมที่มากกว่าข้าวพันธุ์ส่งเสริมของรัฐที่มีผลผลิตต่ำกว่า

2. ปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงและผันผวน โดยปัจจัยการผลิตราคาไม่นิ่ง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าปุ๋ย และค่ายา มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่เคยนิ่ง ทำให้เกษตรกรปรับตัวไม่ทัน และแนวทางการช่วยเหลือของรัฐไม่ตรงจุดโดยเสนอว่ารัฐควรสนับสนุนปัจจัยการผลิตโดยตรง เช่น แจกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ฟรี แทนการจ่ายเงินอุดหนุนแบบเบี้ยหัวแตก ซึ่งไม่ได้ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง

3. วิกฤตด้านเงินทุนและความเหลื่อมล้ำ เกษตรกรขาดสภาพคล่อง แม้รัฐจะมีโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ราคาถูกมาจำหน่าย แต่เกษตรกรจำนวนมากไม่มีเงินสดไปซื้อ และติดเพดานเงินกู้ของสหกรณ์ ทำให้เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ รวมไปถึงข้อจำกัดเรื่องที่ดินและแหล่งน้ำ ซึ่งเกษตรกรหลายรายอยากทำข้าวพรีเมียม แต่สภาพพื้นที่และระบบชลประทานไม่เอื้ออำนวยให้ทำได้ตลอดปี

4. ปัญหาเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ การห้ามเผาตอซังโดยไม่มีทางเลือก ซึ่งว่าที่ ร.ต.ชัยภัทร สะท้อนว่า รัฐออกกฎห้ามเผาแต่ไม่ได้ส่งเสริมหรือช่วยลดต้นทุนในการจัดการฟางข้าวด้วยวิธีอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องเร่งทำนาเพื่อหนีน้ำท่วมอย่างอำเภอชุมแสง

นอกจากนี้ ว่าที่ ร.ต.ชัยภัทร ยังได้เสนอให้จัดโซนนิ่งการปลูกข้าวในนครสวรรค์ให้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดควรปลูกพันธุ์อะไรที่โรงสีต้องการ การทำ MOU และประกันราคา อยากเห็นการทำข้อตกลงล่วงหน้า (MOU) ระหว่างรัฐ โรงสี และเกษตรกร เพื่อการันตีราคาซื้อขายข้าวคุณภาพดีในราคาที่คุ้มทุน และเสนอให้รัฐสนับสนุนเงินทุนอุดหนุนแก่โรงสีในพื้นที่ เพื่อให้โรงสีมีกำลังในการรับซื้อข้าวคุณภาพจากเกษตรกรในราคานำตลาดได้

ในส่วนของผู้แทนโรงสีข้าวหรือผู้ประกอบการโรงสีในพื้นที่ ได้สะท้อนมุมมองที่สำคัญต่อสถานการณ์ข้าวไทยและความต้องการของตลาดว่า วิกฤตการแข่งขันและความต้องการของตลาดไทยเสียเปรียบด้านราคา ซึ่งข้าวไทยกำลังประสบปัญหาหนักเพราะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามเกือบ 100 เหรียญสหรัฐฯแต่เรากลับยังพยายามแข่งขันในตลาดที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการคุณภาพแบบที่เราผลิต เขามองว่าปัจจุบันประเทศไทยป่วยทั้งประเทศ เพราะไปส่งเสริมหรือปล่อยให้เกษตรกรปลูกข้าวในสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ ทำให้ขายไม่ออกและต้องลดตัวลงมาแข่งราคาในระดับเดียวกับเวียดนาม ทั้งนี้ ทางโรงสีแสดงความยินดีที่จะรับซื้อข้าวคุณภาพดีหรือข้าวที่มีอัตลักษณ์ (เช่น ข้าวขาวเกยไชย) ในราคาที่สูงกว่าตลาดเพื่อจูงใจเกษตรกร โดยรับประกันราคาที่ 8,500 – 9,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาข้าวทั่วไปที่ตกต่ำเหลือเพียง 5,000 – 6,000 บาท และยังได้เน้นย้ำว่าหากราคาซื้อข้าวคุณภาพดีกับข้าวทั่วไปไม่ต่างกัน เกษตรกรก็จะไม่มีแรงจูงใจในการหันมาปลูกข้าวที่ดีกว่า นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการทำข้อตกลงล่วงหน้า (MOU) ระหว่างรัฐ โรงสี และเกษตรกร โดยโรงสีจะประกาศชัดเจนว่าต้องการพันธุ์อะไรและจะรับซื้อในราคาเท่าใด หากเกษตรกรปลูกพันธุ์อื่นโรงสีจะไม่รับประกันราคา และยังมองถึงปัญหาคุณภาพข้าวและข้าวปน ต้นทุนจากการกำจัดเมล็ดแดง ซึ่งโรงสีสะท้อนว่าปัญหา ข้าวเมล็ดแดง และการปนเปื้อนของพันธุ์ข้าวอื่นเป็นต้นทุนมหาศาล เพราะโรงสีต้องลงทุนซื้อเครื่องยิงสี (Sorter) ราคาสูงถึง 7-8 ล้านบาทเพื่อคัดแยกสิ่งปลอมปนเหล่านี้ออกเพื่อให้ได้มาตรฐานส่งออก

นอกจากนี้ ทางโรงสีมีความกังวลเรื่องการลักลอบปลูกข้าวเบอร์ เพราะแม้จะได้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่คุณภาพการสีต่ำและไม่ตรงตามมาตรฐานข้าวส่งออกของไทย และระบุว่าหากรัฐต้องการให้โรงสีช่วยพยุงราคาข้าวหรือรับซื้อในราคานำตลาด รัฐต้องสนับสนุนเงินทุนอุดหนุนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่โรงสี เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อข้าวจากเกษตรกร และมองว่าสหกรณ์ต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นแม่แบบในการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อผลิตข้าวตามความต้องการของตลาด ไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงแค่ธนาคารเงินกู้เหมือนปัจจุบัน

นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ได้กล่าวว่า นครสวรรค์เป็นแหล่งปลูกข้าวอันดับ 1 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจังหวัดนครสวรรค์ ปลูกข้าวมากถึง 135 สายพันธุ์ และได้เน้นย้ำถึงการจัดหาแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตรงกับความต้องการของโรงสี และตรงตามสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ทนต่อโรคและแมลง และแผนการพัฒนาสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ(Low Carbon Rice) เพื่อตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และได้มีการส่งเสริมสร้างการรับรู้การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน และลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง ในเบื้องต้นจากงบพัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ในปี 2569 แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโครงการแปรรูปฟางข้าวเพื่อลดการเผา โดยนำไปผลิตเป็นไบโอชา (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับปรุงดินและขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว ยังมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตยาป้องกันยุง ที่พร้อมรับซื้อในราคาสูง รวมไปถึงไบโอแมส (Biomass) ที่กำลังจะมีโรงงานรับซื้อฟางข้าวมาจัดตั้งในโซนไพศาลี-ท่าตะโก และไบโอแก๊ส (Biogas) ที่จะเป็นโครงการต้นแบบที่อำเภอหนองบัว เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้มีรายได้เพิ่มเติมจากการขายข้าวและลดการเผาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ทางด้าน นางสาวปาริชาติ พงค์พันเทา พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญความท้าทายในตลาดโลก เนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุดและต้นทุนการผลิตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย และกระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นส่งเสริม ข้าวชนิดพิเศษ (Niche Market) หรือข้าวพรีเมียมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวที่พัฒนาโดยมูลนิธิชาวนาไทย และข้าวที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีจากตลาดข้าวขาวทั่วไปที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง และยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของข้าวคาร์บอนต่ำ เนื่องจากตลาดโลกและประเทศคู่ซื้อเริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขในการซื้อขาย หากเกษตรกรปรับตัวได้จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาราคา และยังได้แจ้งความคืบหน้าโครงการ ปุ๋ยธงเขียว ซึ่งได้รับงบประมาณมาดำเนินการในพื้นที่อำเภอชุมแสง เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้แก่เกษตรกรตัวจริงที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ โดยสามารถช่วยประหยัดได้ประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน พร้อมทั้งยังสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ซื้อที่มีความต้องการแน่นอน เพื่อให้เกษตรกรไม่ต้องตระเวนขายข้าวในราคาที่ไม่แน่นอน และเน้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยน Mindset มาผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อให้ได้ราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไป

ในส่วนของ นางสาวพัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ ได้กล่าวเกี่ยวกับการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยให้เท่าทันกระแสโลก โดยเน้นย้ำถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์และพืชจีเอ็มโอเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิม และได้อธิบายความแตกต่างระหว่างการขึ้นทะเบียนและการรับรองพันธุ์ข้าว เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและตรวจสอบแหล่งที่มาได้ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำผ่านการลดใช้ปุ๋ยเคมีและการจัดการน้ำแบบประหยัดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดสิ่งแวดล้อม ในส่วนของการบริหารจัดการระดับท้องถิ่น มีการสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีและลดต้นทุนในระยะยาวได้สำเร็จ

นอกจากนี้ นายชัยยุทธ กองเขต ผู้แทนสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ได้เสนอแนวทางการรวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้เทคโนโลยีโดรนร่วมกัน และการทำแปลงไข่แดงเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพใช้เองในกลุ่มสมาชิก พร้อมทั้งเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ร่วมกับทางพาณิชย์จังหวัดเพื่อลดภาระค่าปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร

และในช่วงท้ายของการประชุม นายอัครพงษ์ วังไพศาล ผู้แทนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังด้วย ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าจะนำปัญหาเรื่องการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่และความเดือดร้อนของเกษตรกรในภาพรวมของจังหวัดนครสวรรค์สะท้อนไปยังส่วนกลางและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกำหนดนโยบายช่วยเหลือที่ยั่งยืนต่อไป โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ ข้าวจากนครสวรรค์เป็นข้าวที่มีอัตลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแท้จริง

Scroll to Top