
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในการเปิดการอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบอย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การทำเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลไผ่สิงห์ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องการปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปและสู้กับปัญหาราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และได้เน้นย้ำแนวทางการทำนาแบบสมัยใหม่ภายใต้เทคโนโลยี 4 ป. + 1 IPM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (BCG Economy) โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี นางปุญชรัสมิ์ ปลั่งดี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และ นายวนากร บังเกิด นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ บรรยายให้หัวข้อ การผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยี 4ป+1IPM อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การทำเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ
เทคโนโลยี 4 ป. + 1 IPM หัวใจสำคัญของการทำนาลดโลกร้อน ทางวิทยากรได้อธิบายถึงหลักการ 4 ป. ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
ป. 1: ปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ คือการปรับพื้นที่นาให้เรียบสม่ำเสมอที่สุด โดยใช้สัญญาณดาวเทียมจับระดับผิวดินให้ต่างกันไม่เกิน 2-5 เซนติเมตร การทำเช่นนี้ช่วยให้การจัดการน้ำง่ายขึ้น เก็บกักน้ำได้ดี และควบคุมวัชพืชได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สายตามองแบบเดิม
ป. 2: เปียกสลับแห้ง เป็นการจัดการน้ำโดยไม่ต้องขังน้ำไว้ตลอดเวลา ช่วยกระตุ้นการแตกกอและทำให้รากข้าวแข็งแรงหาอาหารได้ลึกขึ้น โดยมีการแนะนำให้ใช้ “ท่อแกล้งข้าว” เพื่อสังเกตระดับน้ำใต้ดิน หากน้ำยังอยู่ที่รูที่ 3 ของท่อ (ประมาณ 15-20 ซม. ใต้ผิวดิน) รากข้าวยังสามารถหาอาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องสูบน้ำเติม
ป. 3: ปุ๋ยวิเคราะห์ดิน เน้นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นซึ่งเป็นต้นทุนหลัก วิทยากรให้คำแนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยตัวกลาง (ฟอสฟอรัส) ให้ไวที่สุดเพียงครั้งเดียวในช่วงแรกเพื่อเร่งรากและกอ ส่วนปุ๋ยตัวหน้า (ไนโตรเจน) และตัวท้าย (โพแทสเซียม) ให้ใส่ตามระยะที่ข้าวต้องการเพื่อเพิ่มน้ำหนักและสร้างภูมิต้านทานโรค
ป. 4: แปรสภาพตอซังและฟางข้าว โดยรณรงค์ให้เกษตรกรหยุดเผาฟางเพื่อลดมลพิษ PM 2.5 และสารก่อมะเร็ง แต่ให้ใช้วิธีการอัดฟางก้อนขาย หรือการไถกลบเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้ดินในฤดูกาลถัดไป
และ +1 IPM การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน นอกเหนือจาก 4 ป. แล้ว การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานหรือ IPM เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศในนาข้าวให้สมดุล เกษตรกรต้องรู้จักแยกแยะ “แมลงตัวดี” (ตัวห้ำตัวเบียน เช่น แมลงปอ แมลงเต่าทอง) ออกจากแมลงศัตรูพืช เพื่อลดการใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น รวมถึงการใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อไตรโคเดอร์มาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้รากข้าวตั้งแต่เริ่มต้น รวมทั้งวิทยากรยังได้พูดถึงการรับมือกับ “ข้าวดีด” หรือ ”ข้าววัชพืช“ซึ่งระบาดหนักจากการปนเปื้อนมากับรถเกี่ยวและเมล็ดพันธุ์ โดยแนะนำว่าการทำนาให้ถูกวิธีตามหลัก 4 ป. เช่น การปรับดินให้เรียบจะช่วยให้คุมน้ำฆ่าหญ้าและข้าวดีดได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้เรื่อง คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีบริษัทภาคเอกชนเข้ามาทำสัญญากับกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้กับเกษตรกรที่ทำนาแบบลดก๊าซเรือนกระจก (เช่น การเปียกสลับแห้งและไม่เผาฟาง) โดยอาจสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ได้มีการถ่ายทอดความรู้ผ่านระบบออนไลน์ให้กับเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่สนใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกิจกรรม KM Day และการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและกล้าที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไร แต่ยังเป็นการทำนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง













