
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายคมกฤช อุทะโก เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นายศิวดล แก้วพวงใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เข้าร่วมประชุมหารือกับภาคีเครือข่ายทั้งส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกับผู้นำเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุม ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ ตำบลกลางแดด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
ซึ่งจากการประชุมดังกล่าว มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตด้วยแพลตฟอร์มเกษตรอัจฉริยะ SGiFarm Platform เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเชื่อมโยงพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร ภายใต้การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร ปี 2569 สร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรไทย โดยชูนครสวรรค์เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง โดยมีพื้นที่นาข้าวกว่า 2.4 ล้านไร่ (ข้าวนาปี) และกว่า 8 แสนไร่ (ข้าวนาปรัง) และมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมากกว่า 1 แสนครัวเรือน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์จึงได้จัดประชุมร่วมกับรองอธิบดีกรมการข้าว คณะที่ปรึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้จังหวัดนครสวรรค์เป็นต้นแบบการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรมีอัตลักษณ์และมาตรฐานรองรับตลาดโลกยุคใหม่
โดยในที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการผลิตข้าวที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 2 วิธีหลัก คือ:
1. การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD): ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนในนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การลดการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยสูตร 70:30: โดยลดปุ๋ยเคมีลง 30% และใช้สารปรับปรุงบำรุงดิน (เช่น ยิปซั่มหรือซิลิกอน) เข้ามาทดแทน จากผลการทดสอบพบว่าวิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้กว่า 50% แต่ยังช่วยให้รากข้าวแข็งแรงขึ้น เพิ่มน้ำหนักเมล็ด และทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าเดิม
โดยหัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้าง “ระบบนิเวศข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาสนับสนุนการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในมาตรฐานพรีเมียม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมเป็น “โบนัส” นอกเหนือจากราคาข้าว
ด้านภาคเอกชน เช่น บริษัท ซันไรซ์ (SunRice Group) ได้แสดงความพร้อมในการรับซื้อข้าวคาร์บอนต่ำ (เช่น พันธุ์ กข81) ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้าสีเขียว ซึ่งจากการดำเนินงานนำร่องที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรมีกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 2,400 บาทต่อไร่
นอกจากนี้ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ และเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ ขานรับนโยบายดังกล่าวโดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสในระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และการมีตลาดรองรับที่ชัดเจนเพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจ ขณะเดียวกันยังมีการขยายผลไปสู่การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว เพื่อผลิตเป็นพลังงานชีวมวลและไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอีกทางหนึ่ง การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ไทยรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ยังเป็นการตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกลง 40-60% ภายในปี 2035 เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม




















